Posted by: nokjibjibs | กรกฎาคม 6, 2013

Cell Structure

ลำต้นเป็นโครงสร้างของพืชที่เจริญถัดขึ้นมาจากราก ลำต้นมีข้อปล้องบริเวณข้อจะมีใบ ที่ซอกใบมีตาลำต้นทำหน้าที่ชูกิ่ง ใบ ดอก ผล และทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และน้ำ
– เนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด (apical meristem) เป็นบริเวณปลายสุดของลำต้น เซลล์บริเวณนี้จะมีการแบ่งตัวตลอดเวลา
ลำต้นอ่อน
– ลำต้นอ่อน (young stem) อยู่ถัดจากตำแหน่งใบเริ่มเกิดลงมาลำต้นส่วนใต้ใบอ่อนก็ยังเป็นลำต้นระยะยังเจริญไม่เต็มที่ กล่าวคือ เซลล์บางบริเวณอาจพัฒนาไปจนเจริญเต็มที่แล้วระดับหนึ่ง แต่บางบริเวณยังแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนและขยายขนาดต่อไปได้อีก

เนื้อเยื่อทั้งหมดที่ศึกษาจากปลายยอดพืชนี้ ยังจัดอยู่ในระยะการเจริญเติบโตขั้นต้นคือ เจริญต่อเนื่องมาจากเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ซึ่งเป็นต้นกำเนิด
การเจริญเติบโตขั้นต้น
การเจริญเติบโตขั้นต้น (primary growth) ของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ที่บริเวณปลายยอดหรือปลายกิ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย หรือ เอพิคอล เมอริสเต็ม (apical meristem) ซึ่งมีการแบ่งเซลล์ตลอดเวลาทำให้เนื้อเยื่อส่วนปลายถูกดันให้ยืดยาวออกไปเรื่อย ส่วนที่เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายแบ่งเซลล์ออกมา
กลายป็นเนื้อเยื่อเจริญขั้นต้น
เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายแบ่งเซลล์ออกมา กลายป็นเนื้อเยื่อเจริญขั้นต้น ซึ่งแยกออกเป็น 3 บริเวณ คือ โพรโทเดิร์ม (protoderm) กราวด์ เมอริสเต็ม (ground meristem) และโพรแคมเบียม (procampium) ซึ่งเนื้อเยื่อเจริญทั้ง 3 บริเวณนี้จะเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรขั้นต้น(primary permanent tissue)โดย
– โพรโทเดิร์ม เปลี่ยนเป็น เอพิเดอร์มิส (epidermis)
– กราวด์ เมอริสเต็ม เปลี่ยนเป็น คอร์เทกซ์ (cortex) พิช (pith) และพิชเรย์ (pith ray)
– โพรแคมเบียน เปลี่ยนเป็น โฟลเอมขั้นต้น (primary phloem) ไซเลมขั้นต้น (primary xylem) และวาสคิวลาร์ แคมเบียน (vascular cambium)
โครงสร้างภายในของลำต้นเมื่อตัดลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่และลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตามขวาง จะประกอบด้วยชั้นของเนื้อเยื่อต่างๆ
เช่นเดียวกับในราก
1. เอพิเดอร์มิส (epidermis) อยู่ชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลล์ผิวเรียงเป็นแถวเดียว เซลล์บางเซลล์อาจ
เปลี่ยนไปเป็นขน ผิวด้านนอกของเซลล์นี้จะมีสารคิวทินเคลือบอยู่
2. คอร์เทกซ์ (cortex) เป็นเซลล์ที่อยู่ถัดจากเอพิเดอร์มิสเข้ามา ประกอบด้วยเซลล์หรือเนื้อเยื่อหลายชนิด
ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมา (parenchyma) และมีคอลเลงคิมา (collenchima) อยู่ใต้ผิวหรืออยู่ตามสันของลำต้น
3. สตีล (stele) สำหรับในพืชใบเลี้ยงคู่สตีลจะกว้างมากและแบ่งแยกจากชั้นคอร์เทกซ์ได้ไม่ชัดเจน ประกอบด้วย
3.1 มัดท่อลำเลียง (vascular bundle) อยู่เป็นกลุ่มๆ เรียงตัวในแนวรัศมีเดียวกันรอบลำต้น เซลล์ด้านในเป็นไซเลมด้านนอกเป็นโฟลเอม
3.2 วาสคิวลาร์เลย์ (vascular ray) เป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่อยู่ระหว่าง
มัดท่อลำเลียง เชื่อมต่อระหว่างคอร์เทกซ์และพิช
3.3 พิธ (pith) อยู่ชั้นในสุดเป็นไส้ในของลำต้นประกอบด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมาทำหน้าที่สะสมแป้งหรือสารต่างๆ

สำหรับลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ชั้นของเนื้อเยื่อต่างๆคล้ายกับในพืชใบเลี้ยงคู่ แต่ต่างกันตรงที่มัดท่อ
ลำเลียงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะกระจายอยู่ทั่วไป ไม่มีวาสคิวลาร์แคมเบียมคั่นระหว่างไซเลมกับโฟลเอม ในพืช
บางชนิดพิชจะสลายไปกลายเป็นช่องกลวงอยู่ใจกลางลำต้น เรียกว่า ช่องพิช (pith cavity) พบในบริเวณปล้อง
เช่น ลำต้นของหญ้า และไผ่ แต่บริเวณข้อยังคงมีพิธอยู่
การเจริญเติบโตขั้นที่สองของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ (secondary growth)
– พืชใบเลี้ยงคู่ที่มีเนื้อไม้เป็นการเจริญเติบโตเพื่อขยายขนาดทางด้านข้าง โดย วาสคิวลาร์ แคมเบียม ซึ่งอยู่ระหว่างไซเลมกับโฟลเอม มีการแบ่งเซลล์เกิดเป็นไซเลมขั้นที่สองทางด้านในและสร้างเนื้อเยื่อโฟลเอมขั้นที่สองเพิ่มขึ้นทางด้านนอก ในการแบ่งเซลล์ได้ไซเลมขั้นที่สองจะเกิดขึ้นเร็วกว่าการเกิดโฟลเอมขั้นที่สอง
ประมวลภาพกิจกรรมการทดลอง

Posted by: nokjibjibs | ธันวาคม 2, 2011

พฤกษศาสตร์ฟักทอง

Posted by: nokjibjibs | กรกฎาคม 25, 2011

พระอาทิตย์ทรงกลด

         

           เมื่อวานนี้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดขึ้นที่โรงเรียนค่ะ  นาน ๆ จะเห็นสักครั้งหนึ่งนะคะก็เลยถ่ายรูปมาให้ทุกคนดูค่ะ   แล้วก็ไม่ลืมที่จะอธิบายความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้ให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันนะคะ^^ 

           ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมาก มีอากาศเย็นจัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสม จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง (sprectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตกขึ้น

                 ส่วนแสงสีที่ตามองเห็นนั้น จะขึ้นกับการทำมุมของแสงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็ง แต่โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ มากที่สุด ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเป็นสีเขียว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของแสงจะเป็นสีแดงเพลิงในตอนกลาง และเป็นสีน้ำเงินปนแดงตามขอบนอก

                 ขนาดของพระอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมีขนาดเฉลี่ย 30 องศา โดยการลากเส้นตรง 2 เส้น มาบรรจบกันที่ดวงตาผู้มอง ได้แก่ เส้นตรงที่ลากจากกึ่งกลางของปรากฏการณ์มาที่ตาผู้มอง และเส้นตรงที่ลากจากขอบของปรากฏการณ์มาที่ดวงตาผู้มอง   บางครั้งเกล็ดน้ำแข็งของละอองไอน้ำเหล่านี้ จะทำหน้าที่หักเหทางเดินของแสงอาทิตย์ และก่อให้เกิดภาพขยายขึ้น เช่นเดียวกับที่กระจกหรือเลนส์นูนทำให้เกิดภาพขยาย

ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดของคนไทย

                     คนไทยนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้องบนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ” ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระ เช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวงอาทิตย์ไว้นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น “มหิธานุภาพ” ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก   ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา จึงสามารถจัดกิจกรรมหรือประเพณีในวันที่มีพระอาทิตย์ทรงกลดได้ดี

สนใจสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์เหล่านี้นะคะ^^

Posted by: nokjibjibs | กรกฎาคม 17, 2011

ขุยดิน….ไส้เดือนดิน

                            ดินขุย….ไส้เดือนดิน 

           วันนี้เห็น ดินขุยไส้เดือนบนสนามหญ้าโรงเรียนเยอะมากเลย   ดูแล้วก็เหมือนกับว่ามีใครมาทำงานศิลปะบนสนามหญ้าเลยค่ะ   ดินขุยไส้เดือนหรือมูลของไส้เดือน ( Cast ) เป็นดินที่ไส้เดือนขึ้นมาขับถ่ายออก กองไว้รอบ ๆ รู ตั้งเป็นแท่งทรงกลมค่ะ    ซึ่งจากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าดินขุยไส้เดือนอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตรวมทั้งสารชีวะเคมีที่มีประสิทธิภาพช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี    นอกจากนั้นเมื่อ ปี พ ศ 2545 ได้มีรายงานการวิจัยพบสารฮอร์โมนสำคัญเพื่อการเจริญเติบโตของพืชในมูลไส้เดือนดินเพิ่มขึ้นจากเดิมทำให้แน่ใจได้ว่าในมูลไส้เดือนดินมีสารต่างๆดังนี้  ฮิวเมท(humates)  ออกซิน(auxins)     ไคเนติน(kinetins)     จิเบอเรลริล(giberellin)  และไซโตไคนิน (cytokinin) เป็นตัวควบคุมการเจริญเติบโตของพืช    

            ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มเข้าใจความสำคัญของสารอินทรีย์เหล่านี้ว่าทำหน้าที่ต่างๆเช่นกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์พืช  ทำให้รากรับอาหารไปใช้ การหันหน้าของดอกไม้เข้ารับแสงแดด ควบคุมความยาวของเซลล์และแม้กระทั่งทำหน้าที่เป็นสารต้านการแก่ตัวของพืชไม่ให้เน่าเปื่อยเร็ว   นอกจากนั้นยังค้นพบว่ามีเอนไซม์ไคติเนส (kitinase)ซึ่งสามารถละลายไคตินสารชีวะเคมีชนิดหนึ่งที่ประกอบกันเป็นเปลือกชั้นนอกของแมลงด้วยเหตุนี้มูลไส้เดือนดินจึงมีฤทธิ์ในการขับแมลงด้วย  (insect repellent)
(  อ้างอิง : http://tonkhaw2477.blogspot.com/2011/02/blog-post.html )

Older Posts »

หมวดหมู่